Those People

Those People เป็นหนังกึ่งดราม่ากึ่ง coming-of-age ที่เล่าเรื่องราวของการแอบรักเพื่อน การอยู่เคียงข้างเพื่อนในยามมรสุม การซื่อสัตย์ต่อคนที่เรารักและการยืนหยัดเพื่อตัวเอง

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ ดูหนังทุกวัน ที่เอาหนังดีๆ แบบนี้มาให้ได้ดูกัน สำหรับตัวหน้าหนังแล้วนั้นออกตัวก่อนว่าอยากดูเพราะเป็นแฟนการแสดงของ Jason Ralph หนึ่งในนักแสดงหลักของหนังเรื่องนี้และพอได้อ่านเรื่องราวเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆ ของหนังมากขึ้นอย่างการที่หนังเรื่องนี้เป็นหนังเรื่องยาวเรื่องแรกของผกกหนุ่มไฟแรง Joey Kuhn (ซึ่งผกกท่านนี้จบโทวิจิตรศิลป์สาขาภาพยนตร์มาจาก NYU) ทำให้ก่อนเข้าไปดูในโรงหนังนั้นเตรียมใจไปพอสมควรว่างานน่าจะออกมากึ่งๆ art film แน่ๆ และก็เป็นไปตามที่คาดในหนังนั้นเต็มไปด้วยความอบอวลของ art scene ของ New York City องค์ประกอบศิลป์ การจัดแสง การลำดับภาพ รวมถึงการแสดงที่ค่อนข้างชัดเจนไปในทางเล่นใหญ่ broadway theater มากๆ (นักแสดงกว่าครึ่งก็เป็นนักแสดงบอร์ดเวย์อยู่แล้ว) รวมถึงความคลั่งไคล้ในผลงานของ Gilbert & Sullivan ที่ผกกใส่มาเกือบทุก 20 นาที ซึ่งเป็นข้อนึงที่ประทับใจมากๆของหนังเรื่องนี้เลยคือ ถ้าเนื้อเรื่องไม่โอเคไปซึบซับงานภาพและเสียงก็คุ้มค่าแล้ว

30a_1000© (version_industries)

***SPOILER WARNING*** 

หนังเล่าเรื่องราวของชาร์ลีย์ (โจนาธาน กอร์ดอน) ที่กำลังผ่านเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตที่จะทำให้เขาโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของส่วนหนึ่งในชีวิตของเขาที่สำคัญที่สุดนั้นคือการปล่อยวางจากคนที่เขารักข้างเดียวอย่างเซบาสเตียน (เจสัน ราล์ฟ) ลูกคุณหนูไฮโซที่เป็นเพื่อนสนิทของเขามาตั้งแต่เด็ก หนังเปิดด้วยฉากชาร์ลีย์นำเสนองานที่เขากำลังทำวิทยานิพนธ์อยู่ ซึ่งเป็นภาพวาดของเซบาสเตียนคนที่เขารักจนอาจารย์ของเขาถึงกับทักว่า ทำไมถึงวาดรูปของคนนี้อีกโดยเราจะได้เห็นว่าชาร์ลีย์นั้นหลงใหลและแคร์เพื่อนคนนี้มากๆ จากการที่เขาเล่าเรื่องของหนังสือที่เขาเคยอ่านตอนสมัยเรียน

หนังสือพูดถึงเด็กหนุ่มรักสันโดษคนนึงที่มาจากครอบครัวฐานะมั่งคั่งได้ซื้อเต่ามาตัวนึงแต่เขากลับคิดว่ากระดองเต่านั้นดูธรรมดาเกินไป เขาจึงได้เอาเพชรนิลจินดามาประดับบนกระดองเต่าซึ่งถึงแม้ว่ามันจะทำให้กระดองดูสวยงามมากๆ แต่เต่าตัวนั้นก็ตายจากน้ำหนักของเครื่องประดับทั้งหมดซึ่งมันไม่ใช่ความผิดของเต่าเลย 

thosepeople3-1600x900-c-default

ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเหมือนการเปรียบเปรยชีวิตของเซบาสเตียนที่ครอบครัวเขาประเคนทุกสิ่งทุกอย่างความหรูหราความสะดวกสบายจนทำให้ลูกชายเสียคนเสียนิสัย แต่สำหรับชาร์ลีย์แล้วมันไม่ใช่ความผิดของเซบาสเตียนหรือเจ้าเต่าตัวนั้นเลย **หนังสือที่ชาร์ลีย์อ้างอิงมาก็คือเรื่อง À rebours นวนิยายฝรั่งเศสของ Joris-Karl Huysmans โดยชื่อภาษาอังกฤษของนิยายเรื่องนี้คือ Against Nature หรือ Against the Grain ซึ่ง ผกก โจอี้ ก็เคยอ่านเรื่องนี้สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เช่นกัน**

อีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่ถูกใส่มาในหนังอย่างที่กล่าวไปในข้างต้นถึงการใส่ผลงานของ Gilbert & Sullivan เข้ามาในหนังเรื่องนี้ โดยทางผกกได้กล่าวเอาไว้ว่าเขาเคยแสดงละครเวทีเรื่อง The Gondoliers ซึ่งเป็นบทละครของ Gilbert & Sullivan ที่เขาเคยแสดงตอนเด็กและหลงใหลเอามากๆ รวมถึงคุณตาของเขาเป็นแฟนผลงานของนักประพันธ์เพลงและละครเวทีคู่นี้อยู่แล้วซึ่งการใส่ผลงานแต่ละชิ้นลงมานี้ก็เป็นการอุทิศให้คุณตาของเขาด้วย

และนั้นคือฉากต่อมาในหนังเรื่องนี้ที่เซบาสเตียนและชาร์ลีย์แข่งกันร้องเพลง “I Am the Very Model of a Modern Major-General” ที่เป็นส่วนหนึ่งของละครเวทีเรื่อง The Pirates of Penzance ที่เราจะเห็นการที่ชาร์ลีย์แพ้นั้นเพราะตัวเองมัวแต่มองหน้าของเซบาสเตียนจนเสียสมาธิจนเซบาสเตียนเองยังบอกว่าแข่งมา 15 ปีก็แพ้ทุกครั้งไป หลังจากนั้นทั้งคู่และเพื่อนๆก็แสดงฉากหนึ่งจาก Trial By Jury (อีกหนึ่งบทละครของ G&S) โดยให้ชาร์ลีย์ป็นจำเลยเนื่องจากเป็นวันเกิดของเขาและเซบาสเตียนเป็นผู้พิพากษาซึ่งสั่งขอร้องให้ชาร์ลีย์ย้ายมาอยู่ที่อพาร์ทเม้นท์ของเขาซึ่งชาร์ลีย์ก็มีข้อแม้ว่า วันนี้วันเกิดของเขาพวกเราต้องออกไปเที่ยวกันอย่ามัวแต่เก็บตัวอยู่ในห้องทั้งวันเลยซึ่งพวกเขาก็ไปลงเอยที่บาร์เปียโนแห่งนึง (และแน่นอนบาร์ในนิวยอร์ก จะมีเพลงอะไรให้เล่นที่ดูแล้วเป็นชีวิตของเด็กเรียนศิลป์ไปมากกว่าเพลง Season of Love จากละครเวทีเรื่อง Rent) และที่นี้ชาร์ลีย์ได้เจอกับคนที่จะช่วยให้เขาได้ใช้ชีวิตแบบก้าวไปข้างหน้าอย่างทิม (ฮาซ สเลแมน) นักเปียโนดาวรุ่งในวงการที่จะทำให้ชาร์ลีย์ต้องเลือกระหว่างรักครั้งใหม่หรือเซบาสเตียน

thosepeople_08

ซึ่งหลังจากเหตุการณ์นั้นเราจะค่อยๆ ได้เห็นมุมของของแต่ละคนกับความสัมพันธ์ของชาร์ลีย์และเซบาสเตียนที่เพื่อนแต่ละคนบอกว่ามันไม่ดีกับตัวชาร์ลีย์เอง และเมื่อเวลาผ่านไปเราจะค่อยๆ ได้รู้ว่าทำไมชาร์ลีย์และเซบาสเตียนถึงสนิทกันขนาดนี้ หนึ่งอย่างที่เห็นได้ชัดคือพัฒนาการในตัวของชาร์ลีย์เองจากที่ตอนต้นที่วาดแต่รูปของเซบาสเตียนอย่างเดียวพอมีแฟนเป็นตัวเป็นตนแล้วก็วาดรูปแฟนของตัวเองบ้าง ซึ่งการตีตัวออกห่างจากเซบาสเตียนของชาร์ลีย์ ทำให้เพื่อนของพวกเขาเริ่มห่างออกไปโดยให้เหตุผลจากข่าวอื้อฉาวของครอบครัวเซบาสเตียน รวมถึงฉากสะเทือนใจที่ทำให้เซบาสเตียนรู้ว่าชาร์ลีย์ไมไ่ด้หลงรักเขาแบบเต็มเปาอีกต่อไปแล้วกับฉากการแข่งร้องเพลงที่ครั้งนี้ชาร์ลีย์ไม่วอกแวกแล้ว จนทำให้ทั้งคู่เริ่มระหองระแหงกันไปจนถึงทะเลาะและพูดเปิดอกกันว่าทำไมเราถึงรักกันไม่ได้ โดยเซบาสเตียนให้เหตุผลว่าเราเป็นเพื่อนกันนั่นและดีแล้ว เราจะเสี่ยงเป็นคนรักกันไปทำไมเพราะถ้าหมดรักกันแล้วชาร์ลีย์อาจจะเกลียดตัวเขาเองก็ได้ ซึ่งเราก็จะได้มองเห็นอีกด้านนึงของเซบาสเตียนถึงแม้ว่าเขาจะดูเป็นเด็กเอาแต่ใจได้ทุกอย่างมาง่ายๆ แต่ภายใต้นั้นก็คือเด็กหนุ่มเปราะบางธรรมดาขาดความรักโหยหาความอบอุ่น ที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนกับกระแสข่าวโจมตีจากการที่พ่อเขาติดคุกในคดีทุจริตยักยอกเงินรวมถึงปัญหาด้านการป่วยทางจิตของเขา แม้หนังเองจะได้ไม่พูดถึงโดนตรงแต่เราจะเห็นได้เลยว่าเซบาสเตียนมีปัญหาในโรคซึมเศร้าและนั้นเป็นคำอธิบายว่าทำไมเขาถึงติดหนึบและโหยหาชาร์ลีย์ในชีวิตของเขามากขนาดนั้น หนังได้ดำเนินเรื่องแต่ละองค์ที่แทนด้วยเดือนต่างๆ เริ่มต้นจากกันยายนไปจนถึงเดือนธันวาคมองค์สุดท้าย ที่เป็นงานวันปีใหม่ที่อพาร์ทเม้นท์ของเซบาสเตียนที่เขาได้ประกาศกับทุกคนว่าเขาจะขายทรัพย์สินทั้งหมดของเขาและเอาเงินไปให้คนที่พ่อของเขายักยอกมา (เหตุการณ์ของครอบครัวเซบาสเตียนนั้นผกกอ้างอิงมาจากเรื่องจริงของครอบครัว Bernard Madoff) แต่แล้ววงก็แตกเมื่อทิมได้ประกาศกลางงานว่าเขาได้งานที่ซานฟรานซิสโกและชาร์ลีย์จะย้ายตามเขาไปซึ่งทำให้เซบาสเตียนสติหลุดและทะเลาะกันใหญ่โตเลยทำให้ชาร์ลีย์และทิมเลิกกันในที่สุด

et-mn-capsule-those-people-review-20160502-snap

ท้ายที่สุดแล้วเราจะได้เห็นการเติมโตของชาร์ลีย์ในที่สุดเพราะบางครั้งแล้วการยึดติดกับคนบางคนมันไม่ใช่สิ่งที่ดีในชีวิตเรา หรือการตัดสินใจย้ายไปกับคนที่เพิ่งคบได้ไม่กี่เดือนเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลแล้วเหรอ (ทั้งๆที่ตัวชาร์ลีย์เองก็เติมโตมาด้วยการที่มีคุณแม่เลี้ยงดูเขามาเพียงคนเดียว) หลังจากจุดแตกหักครั้งนั้นชาร์ลีย์ก็ดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเองเพื่อตัวเองและท้ายที่สุดก็ได้วาดรูปตัวของเขาเองเพื่อส่งเป็นวิทยานิพนธ์จนได้ หนังได้ทำให้เราเห็นว่าบางครั้งเราอาจจะต้องผ่านการอกหักหรือตามหารักแท้หลายครั้งจนกว่าคนเราจะเริ่มรักตัวเองได้ และอาจจะทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเองว่าแล้วถ้าเป็นเราล่ะเราจะสามารถเป็นเพื่อนกับคนที่เรารักได้ไหม (กับคนที่เราสารภาพกับเขาไปแล้วแต่เขาขอแค่เป็นเพื่อนอย่างเดียวล่ะ?) อีกหนึ่งแง่มุมที่ผู้เขียนรู้สึกว่าได้จากหนังคือการที่เรามองใครสักคนนึงไม่ว่าเราจะรู้จักเขาดีมากน้อยแค่ไหนแต่จริงๆแล้วเราเข้าใจเขาจริงๆ หรือเปล่า เพราะในทางกลับกันหลายๆคนที่คิดว่ารู้จักเราเข้าใจนิสัยเราดีเขาก็ไม่เข้าใจเหตุผลในการกระทำบางอย่างของเราหรอก เราทุกคนต่างเป็น Those People ของกันและกัน เขาไม่เข้าใจเราหรอก (และเราก็ไม่มีทางเข้าใจเขาได้เลย)

เราทุกคนมีคนอย่างเซบาสเตียนอยู่ในชีวิตของเรา คนที่เขาเป็นรักแรกหรือรักแท้ของเราที่เราไม่เคยตัดใจได้ คนที่ต่อให้เรามีแฟนแล้วแต่เราก็ยังรักเขาเสมอ และถ้าเขาเข้ามาบอกรักเราเราก็พร้อมจะทิ้งแฟนของเราไปหาเขาทันที ทุกๆ คนมีคนแบบนี้ในชีวิต (หรือเราอาจจะเป็นเซบาสเตียนในชีวิตของคนใกล้ตัวเราเองก็ได้)

  • Joey Kuhn, Dir. “Those People”

Rating:

Movies/Series Rating 3.5

THOSE PEOPLE TH trailer from doo nang took wan on Vimeo.

**หนังเรื่องนี้ผกกสร้างจากประสบการณ์แอบหลงรักเพื่อนตัวเองมานานซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็ได้สารภาพรักไปและผิดหวังกลับมาซึ่งการสร้างหนังเรื่องนี้เขาบอกว่าเป็นการปล่อยวางรักครั้งนั้น**

Advertisements

2 Comments Add yours

  1. arkposso says:

    เพิ่งดูจบครับ ชอบเรื่องนี้มากเลย ชอบทั้งเนื้อเรื่อง ภาพ แสง และก็เพลง พอมาอ่านรีวิวยิ่งชอบไปใหญ่ เป็นงานละเอียดจริงๆ

    Liked by 1 person

    1. ขอบคุณมากครับที่อุตส่าห์อ่านจนจบ ตอนเขียนนั้นคือเพิ่งดูจบแล้วอารมณ์อินมาเต็ม พอกลับมาอ่านอีกครั้งแล้วรู้สึกตัวเองเวิ่นเว้อไปเยอะพอสมควร 55555

      Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s