Howard Ashman: Real Life Disney Gay Prince

หนึ่งในบุคลากรสำคัญที่เป็นหัวใจหลักของ Disney ยุค Renaissance

howard

ช่วงนี้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์แตกกันออกไปหลายทางตั้งแต่ผู้กำกับภาพยนตร์ฉบับคนแสดงของ Beauty and the Beast อย่าง Bill Condon ออกมาพูดยืนยันในนิตยสาร Attitude ฉบับเดือนเมษายนว่า ตัวละคร LeFou (เลอฟู) นั้นจะเป็นตัวละครตัวแรกของดิสนีย์ที่เป็น openly gay โดยเขาบอกว่าครั้งนี้เราจะได้เห็นมุมมองใหม่ของตัวละครนี้ เราจะเห็นว่าเขาเป็นคนที่เพิ่งจะค้นพบว่าตัวเองมีความรู้สึกบางอย่างต่อ Gaston “บางวันเขารู้สึกอยากที่จะเป็นอย่างแกสตอง แต่บางวันเขาก็อยากจะจูบแกสตองมากกว่า” เขายังบอกอีกว่า Josh Gad ที่รับบทเป็น เลอฟู นั้นได้เสริมบางอย่างเป็นนัยๆ ให้กับตัวละครที่เขาเล่น และมีฉากที่จะบอกค่อนข้างชัดเจนว่าตัวละครของเขาเป็นเกย์ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนบนหนังของดิสนีย์เองและทางดิสนีย์เองก็ไฟเขียวให้กับเรื่องนี้และสนับสนุนเต็มที่ ซึ่งหลายๆ คนก็คาดการณ์ว่าน่าจะเป็นการ tribute ให้กับ Howard Ashman บุคคลที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Beauty and the Beast ฉบับอนิเมชั่นที่ฉายเมื่อปี 1991 และเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องแรกที่ได้เข้าชิง Best Picture 

emma-watson-attitude-magazine-2017-01

ที่นี้ก่อนที่เราจะมาพูดถึงประวัติของ Howard Ashman ก็อยากจะขอพูดถึงกระแสต่างๆ ที่มาจากคำให้สัมภาษณ์ของผู้กำกับ Bill Condon ก่อนและจะขออกความเห็นต่อกระแสต่างๆ ที่ว่ามานี้ด้วย

  • กระแสคนที่บอกว่าดิสนีย์ทำไปก็เพื่อ public stunt สร้างกระแส 
    ตรงนี้ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่แต่มองว่าเป็นก้าวที่ค่อนข้างสำคัญอยู่กับสตูดิโอใหญ่และมีบทบาทต่อเด็กและวัยรุ่น เพราะที่ผ่านมาจะทำอะไรเป็น subtle หรือซ่อนเป็นนัยๆ ตลอดว่าสนับสนุน LGBTQ (เช่น ทิโมนกับฮุมบ้า จาก The Lion King หรือแรงบันดาลใจของ เออซูล่า แม่มดแห่งแอตแลนติคจาก The Little Mermaid ที่ได้รับมาจาก Divine หนึ่งใน Drag Queen ที่มีบทบาทในสังคม LGBTQ) ก็ถือว่าเป็นก้าวแรกที่น่าสนใจและหวังว่าเราจะเห็นดิสนีย์ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อไป
  • กระแสคนที่บอกว่ามันก็ดีนะต่อสิ่งที่ดิสนีย์ทำ แต่มันดูไม่ตลกไปหน่อยเหรอที่นั่งชมตัวเอง
    อันนี้จริงๆ ก็เห็นด้วยส่วนนึงว่ามันเหมือนนั่งชมตัวเอง แต่ก็มองว่ามันเป็นเหมือนการสร้าง statement ว่าเราพร้อมแล้วที่จะเป็นปากกระบอกเสียงให้กับกลุ่ม LGBTQ แม้จะเริ่มจากตัวละครเล็กๆ ก็ตาม (แต่หลายๆคนก็คงพอจะสังเกตเห็นแล้วว่า จริงๆแล้ว เลอฟู ในฉบับอนิเมชั่นเองก็ตามก็น่าจะหลงรักแกสตองเช่นเดียวกับฉบับคนแสดงแต่แค่แสดงออกมาในลักษณ์แอบชอบมากกว่า)
  • กระแสคนที่ปลาบปลื้มกับการแสดงจุดยืนนี้ของดิสนีย์
    อันนี้เห็นด้วยเต็มที่เพราะอย่างที่กล่าวไปว่ามันเป็นก้าวเล็กๆที่ดีแต่ก็มีความหมาย และเป็นการตอกย้ำและทำให้มีการพูดถึงหนึ่งในฮีโร่หรือบุคคลที่สำคัญที่สุดในยุค Renaissance อย่าง Howard Ashman ที่ Roy E. Disney (หลานชายของ Walt Disney) เคยกล่าวว่าเขาเป็นเหมือนคนในครอบครัวของเราเป็น Walt อีกคนนึง

มาทำความรู้จัก Howard Ashman ที่ส่วนตัวยกให้เขาเป็น Real Life Disney Gay Prince
lsoh-on-stage-2

Howard Ashman เป็นเด็กละครเวทีมาได้ทำละครเวทีเองจัดการเองในสวนหลังบ้านรวมถึงเข้าร่วมแสดงและได้รางวัลจากละครเวทีระดับเยาวชนมาในตลอดวัยเด็กของเขา หลังจบปริญญาตรีและโทจากสาขาละครเวทีเขาก็ย้ายมาอยู่ที่นิวยอร์กเพื่อทำงานและที่นั้นทำให้เขาพบกับคู่หูในการทำงานอย่าง Alan Menken ซึ่งก็ทำให้ทั้งคู่ทำผลงานละครเวทีออกมามากมาย แต่สิ่งที่ทำให้ดิสนีย์หมายมั่นปั้นตากับทั้งสองคนนั้นคือผลงานละครเวที่ของฮาเวิร์ดที่ถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์เพลงตลกอย่าง Little Shop of Horrors ที่ฮาเวิร์ดได้ดัดแปลงบทภาพยนตร์ด้วยตัวเองและก็เป็นครั้งแรกที่ทำให้เขาและอลันได้เข้าชิงออสก้าร์ในสาขา Best Original Song ในงานเวที่ออสก้าร์

ต่อมาในปี 1986 ดิสนีย์ได้ทาบทามให้เขามาเขียนเพลงประกอบให้กับการ์ตูนเรื่อง Oliver & Company ที่ทำให้เขาได้รู้ว่าดิสนีย์พยายามจะทำอนิเมชั่นที่มาจากนิทานอีกครั้งในรอบ 30 ปี ซึ่งก็ปั้นโปรเจคนี้มานานกว่า 2-3 ปีแล้ว นั้นก็คือเรื่อง The Little Mermaid ซึ่งได้ฮาเวิร์ดและอลันมาเขียนเพลงและดนตรีให้ทั้งเรื่อง ซึ่งฮาเวิร์ดเองก็เป็นหัวเรือใหญ่ในการเรียกประชุมทีมงานต่างๆ การร่างโครงเรื่องการสร้างตัวละคร รวมถึงการคัดเลือกนักแสดงแต่ละคนที่จะมาพากย์เสียงซึ่งฮาเวิร์ดยืนกรานว่าควรใช้นักแสดงที่มีพื้นฐานละครเวทีและการแสดงดีเยี่ยม และยังบอกกับดิสนีย์อีกว่า อนิเมชั่นและมิวสิคคัลนั้นเป็นเหมือนของที่ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นสิ่งคู่กันและดิสนีย์ควรจะทำอนิเมชั่นแบบนี้ต่อไปอีกเรื่อยๆ (จนมาถึงปัจจุบันนี้) หลังจาก The Little Mermaid ออกฉายก็ได้รับผลตอบรับอย่างดีเยี่ยมรวมถึงรางวัลออสก้าร์สาขา Best Original Song ตัวแรกของเขาและอลันกับเพลง “Under The Sea”

หลังจากความประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของ The Little Mermaid ฮาเวิร์ดได้บอกกับดิสนีย์ว่าเขาอยากจะดัดแปลงนิทานอาหรับให้เป็นอนิเมชั่นเรื่อง Aladdin ซึ่งเขาได้ร่างโครงเรื่องและคัวละคนรวมถึงทำเพลงเดโม่บางส่วนสำหรับใช้พัฒนาต่อไปในอนิเมชั่น แต่ก็ได้รับการขอร้องจากดิสนีย์ให้มาช่วยเหลือโปรเจคที่กำลังจะล่มอีกหนึ่งอันของดิสนีย์นั้นคือ Beauty and the Beast ซึ่งเป็นโปรเจคที่ดิสนีย์ต้องการทำมาตั้งแต่สมัย Snow White ในปี 1937 แต่โปรเจคก็โดนขุดและฝังกลบมาหลายครั้งจนมาถึงปี 1987 ที่ดิสนีย์พยายามอีกครั้งและเป็นครั้งแรกที่ภาพยนตร์อนิเมชั่นของดิสนีย์ต้องการจ้างคนเขียนบทภาพยนตร์ (ปกติแล้วจะพัฒนาเนื้อเรื่องผ่าน สตอรี่บอร์ด) ซึ่งในเวอร์ชั่นนั้น โฉมงามกับเจ้าชายอสูร ไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาให้เป็นมิวสิคคัล เลยยังไม่เป็นที่ถูกใจของ CEO ของดิสนีย์ในตอนนั้น ทำให้เขาสั่งให้เริ่มต้นใหม่ทุกอย่างโดยการไปเชิญให้ฮาเวิร์ดและอลันมาช่วยเปลี่ยนให้เรื่องนี้เป็นมิวสิคคัลแบบที่ทำกับ The Little Mermaid และในคืนหลังรับรางวัลออสก้าร์จาก เงือกน้อยผจญภัย นั้นเองที่ฮาเวิร์ดได้บอกกับอลันว่าเขาไปตรวจและพบว่าเขาติดเชื้อ HIV และนี้อาจจะเป็นงานสุดท้ายที่เขาสองคนจะได้ทำด้วยกัน ในช่วงระหว่างพัฒนาบทและเขียนเพลงสำหรับ โฉมงามกับเจ้าชายอสูร สุขภาพของฮาเวิร์ดนั้นแย่ลงเรื่อยๆ จนทำให้เขาไม่สามารถเดินทางได้ ทำให้ดิสนีย์ได้ทำการย้ายทีมงานทั้งหมดที่ทำเรื่องนร่ที่อยู่ในลอนดอน มาที่นิวยอร์กใกล้บ้านของฮาเวิร์ดเพื่อให้การทำงานของเขาง่ายยิ่งขึ้น

ณ วันที่ 10 มีนาคม ปี 1991 โฉมงามกับเจ้าฉายอสูรได้ทำการทดลองฉาย ซึ่งแม้ว่าหนังจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดีแต่ก็ได้เสียงตอบรับที่ล้นหลามจากคนที่มีโอกาสได้รับชมในการฉายพิเศษนั้น ทำให้เหล่าทีมงานทุกคนรีบไปบอกฮาเวิร์ดที่นอนป่วยที่บ้าน ซึ่ง ณ เวลานั้นร่างกายของเขาทรุดโทรมไปอย่างมากจนแทบที่จะพูดไม่ได้ Don Hahn โปรดิวเซอร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ได้บอกกับฮาเวิร์ดว่า ใครจะไปรู้ว่าอนิเมชั่นเรื่องนี้จะได้รับเสียงตอบรับดีขนาดนี้ ซึ่งฮาเวิร์ดก็ตอบกลับไปว่า “ผมนี้ไง” หลังจากนั้น 4 วันฮาเวิร์ดก็เสียชีวิตลงจากโรคแทรกซ้อนก่อนที่เขาจะได้เห็น โฉมงามและเจ้าชายอสูร เวอร์ชั่นเสร็จสมบูรณ์ที่เข้าฉายในปลายปีนั้น ซึ่งอนิเมชั่นเรื่องนี้ก็ได้ tribute ให้กับเขาในเครดิตท้ายเรื่องอีกด้วย โดยในวันประกาศรางวัล Best Original Song ที่งานออสก้าร์ซึ่งถือว่าเป็นออสการ์ตัวที่สองของเขา แม้เขาจะไม่ได้มารับด้วยตัวเองแต่แฟนหนุ่มของเขา ณ ตอนนั้น Bill Lauch ก็มารับแทนและได้กล่าวถึงว่า นี้เป็นรางวัลออสก้าร์รางวัลแรกที่มอบให้กับคนที่เสียชีวิตจากโรคเอดส์ ซึ่งในตอนที่ฮาเวิร์ดได้ทำผลงานกับเรื่องนี้เขาต้องต่อสู้กับโรคภัยที่รุมเร้ามาตลอดแต่เขาก็พยายามจนถึงที่สุดและทำออกมาจนสำเร็จเพราะความรักและความเข้าใจของทีมงานและทุกคนรอบตัวเขา กำลังใจที่หลายๆ คนที่ป่วยเป็นโรคนี้ต้องการ

“To our friend Howard,
who gave a mermaid her voice
and a beast his soul,
we will be forever grateful.
Howard Ashman
1950–1991.”

Hamlisch Ashman

ปัจฉิมลิขิต

หลายๆ คนที่ได้ร่วมงานกับฮาเวิร์ดต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ผลงานเพลงทุกอย่างที่เขาเขียนและถ่ายทอดมานั้น มาจากความรู้สึกในส่วนลึกของเขาเองทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเป็นเกย์ในยุค 80s หรือการต่อสู้กับโรคร้าย ซึ่งพอเรากลับไปฟังเพลงที่เขาแต่งอีกครั้งเราก็จะได้รับรู้ถึงความรู้สึกในใจของเขาที่ซ่อนอยู่ในผลงานชิ้นเอกของเขาเอง ไม่ว่าจะเป็นเพลงจาก The Little Mermaid กับ Part of Your World ที่พูดถึงการเป็น outcast และอยากมีที่ยืนในสังคม Poor Unfortunate Souls หากโลกนี้มีเวทย์มนต์เขาก็คงอยากจะทำให้ตัวเองหายป่วย หรืออย่างเพลงจาก Beauty and the Beat กับ The Mob Song ที่ทำให้เขาได้มีโอกาสเขียนถึงความรู้สึกเหมือนโดนเนรเทศของเขาจากอาการป่วย โดยเฉพาะกับท่อนที่ร้องว่า We don’t like what we don’t understand. In fact, it scares us. And this monster is mysterious at least!

*เพลงของฮาเวิร์ดที่แต่งไว้สำหรับ Aladdin และได้ใช้ในภาพยนตร์คือ Arabian Nights, Friend Like Me และ Prince Ali
*ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากบทสัมภาษณ์ของผู้กำกับ Beauty and the Beast ฉบับคนแสดงจาก Attitude และบทสัมภาษณ์ของ Don Hahn โปรดิวเซอร์ของ Beauty and the Beast ฉบับอนิเมชั่น

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s