Lorde – Melodrama

นอกจากการเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยตัวคนเดียวให้เป็นนั้น จงเรียนรู้ที่จะดราม่าคนเดียวให้เป็นด้วย 

Lorde - Melodrama

Lorde – Melodrama (Pop/Alternative/Industrial/Hip-Hop)

ถึงแม้ว่าเราเองจะเห็น Lorde ตามสื่อต่างๆ เรื่อยๆ หรือแม้กระทั้งผลงานเพลงประกอบภาพยนตร์ หรือการไปร่วมร้องเพลงให้กับศิลปินคนอื่น แต่เราก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเหล่าแฟนๆ หรือนักฟังเพลงขาจรที่มาตกหลุมรักภาพลักษณ์ของเด็กผู้หญิงที่ดูเงียบๆ คนนี้ (แอบมีความเป็น goth ในตัวสูงจนเจ้าตัวเองยังโจ๊กเรื่องการเป็นแม่มด)  ดังนั้นหลังจากการทิ้งห่างของอัลบั้มแรกอย่าง Pure Heroine ไปเกือบ 4 ปี อัลบั้ม Melodrama นี้ย่อมทำให้คนต่างคาดหวังเอาไว้สูงซึ่งรวมถึงตัวของผู้เขียนด้วย ซึ่งหลังจากฟังวนไปวนมาทุกวันมากว่า 2 อาทิตย์นี้ ก็คงบอกได้ว่าไม่ผิดหวังเลยแม้แต่นิดเดียว (ซูฮกให้กับผลงานการโปรดิวซ์ของ Jack Antonoff) ตัวอัลบั้มยังคงเป็น อัลเทอเนทีฟป็อปตามฉบับเดิมๆ ของเจ้าตัว แต่ค่อนข้างลดซาวนด์อิเรคโทรนิคไปพอสมควร แต่เพิ่มความอัลเทอเนทีฟกับเพอคัสชั่นและซินเนอไทเซอที่เกรี้ยวกราดดราม่าเข้ามาแทน ซึ่งเป็นวิธีการบอกถึงความโตขึ้นที่ยังคงความเป็นตัวเองอย่างสวยงาม

Lorde

Singles

Green Light ซิงเกิ้ลแรกเปิดตัวอัลบั้มซึ่งเป็นการปูทางให้กับภาพรวมของทั้งอัลบั้ม  ซึ่งหากเปรียบเทียบกับตัว Pure Heroine แล้วจะเห็นว่าเป็น electro-pop/alternative แบบทะมึนๆ แต่กลับมาในอัลบั้มนี้มีความโตขึ้น เริ่มมีสีสันความหลากหลายในตัวเพลงมากขึ้น แต่ยังไม่ทิ้งกลิ่นอายเก่าๆ ของอัลบั้มเท่าไหร่
“บางทีคนเราก็ต้องรอให้ความเจ็บปวดนั้นหายไปถึงจะเริ่มต้นใหม่ได้”

Perfect Places ซิงเกิ้ลที่สองที่ถึงแม้จะเป็นเพลงปิดท้ายอัลบั้มแต่ก็เป็นการตอกย้ำว่า แม้ภาคดนตรีหลายคนอาจจะมองว่าเปลี่ยนไปจากอัลบั้มแรก แต่ Lorde ก็ยังเป็น Lorde คนเดิมแค่มีสีสันขึ้น ส่วนตัวรักเพลงนี้มากและขอยกให้เป็น track ที่ดีที่สุดที่ Lorde เคยทำมา
“คนเราต่างตามหาที่ๆ สมบูรณ์แบบสำหรับเรา แต่มันจะมีที่แบบนั้นอยู่จริงๆ เหรอ”

Recommended Track

Hard Feeling/Loveless แทร็คที่มีกลิ่นอายอินดัสเตรียลที่สุดในอัลบั้มกับความกราดเกรี้ยวของดนตรีอิเรคโทรนิค เสียงซินเนอไธเซอร์และบีทกลองหนักๆที่คลอไปตลอดเพลง Loveless อินเทอลูดในแทร็คที่ใส่ความหยาบของรูปแบบเทปแคซเซ็ทและเพอคัสชั่นที่ฟังแล้วนึกถึง Phil Collins ซึ่งการใส่บีทกลองหนักๆ เข้ามาก็ช่วยเป็นการทำให้เราชินกับรูปแบบดนตรีนี้ก่อนที่จะเข้าแทร็คบีทฮิปฮอปในเพลงต่อไป
“แม้เราจะเลิกกันแบบไม่ค้างคา แต่มันก็หนักหนาสาหัสมากนะ”

Sober II (Melodrama) แทร็คต่อจาก Hard Feeling/Loveless ที่กล่าวไปข้างต้นแล้วว่ามีการเตรียมพร้อมเราให้กับบีทดนตรีกลิ่นอายฮิปฮอปช่วงต้นๆ 2000s ซึ่งบีทหนักๆแบบนี้ก็ช่างเข้ากับความดุดันของภาคเนื้อหาในแทร็คภาคต่อได้เป็นอย่างดี
“ฉันบอกแล้วว่ารักครั้งนี้มันเจ็บปวด”

The Louvre electro-pop ฟุ้งๆ แทร็คนี้กับความล่องลอยกลิ่นอายแทรนซ์ เนื้อหาของความรักในแบบหมกหมุ่นบ้าคลั่งรุนแรง ความรักของเรานั้นยิ่งใหญ่และสวยงามควรค่าแก่การอยู่ในพิพิธภัณฑ์ Louvre
“ฟังเสียงหัวใจฉันเต้นอย่างบ้าคลั่งนี้สิ”

Supercut เหตุผลที่รักแทร็คนี้คงเป็นเพราะมันเหมือนกับแทร็คที่สรุปรวบความตัวตนของอัลบั้มนี้มากที่สุดเหมือนกับ supercut (การรวบรวมเอาคลิปวีดีโอสั้นๆ มาติดต่อรวมกันๆ เยอะๆ) เพราะเราจะได้กลิ่นถึงเปียโนใน Green Light บีทหนักๆ เพอคัสชั่นของ Homemade Dynamite และ Sober I, II
“ฉันจดจำความรักของเราแค่สิ่งดีๆ เท่านั้นล่ะ”

PS. ขอพูดถึง Liability สั้นๆ ว่า ฟังแล้วเจ็บลึก (ไม่ได้ใส่เสริมเข้าไปข้างบนเพราะรู้สึกว่า ถ้าแบบนั้นคงต้องแนะนำให้ฟังทุกแทร็คในอัลบั้ม แต่ก็ควรฟังจริงๆ เพราะมันสุดยอดจริงๆ)

Rating:

Music-Rate-4-5

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s